My DreAM

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2554

ความดี อันคนดีทำง่าย


 
ความดี หมายถึง การกระทำ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม คนที่คิดดี ก็จะพูดดีและทำดีด้วย เพราะมีจิตที่เป็นกุศล มองโลกในแง่ดี ทำความดีเป็นปกติวิสัยอยู่ทุกวัน ไม่มีเคอะเขินหรือฝืนใจทำแต่อย่างใด การทำดี ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในชีวิตของเขา การไม่ได้ทำดี หรือการทำชั่วเสียอีก ที่เป็นสิ่งแปลกปลอมในชีวิตเพราะนาน ๆ จึงจะแว้บเข้ามาในชีวิตจิตใจ จึงเป็นเรื่องฝืนใจอย่างยิ่งที่จะกระทำ
คนดี สามารถทำความดีได้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข อิ่มอกอิ่มใจ จิตเขาห่อหุ้มด้วยกุศล เสียแล้ว การทำความดีจึงเป็นเรื่องง่ายนิดเดียวไม่มีการฝืนใจ เพียงมองโลกในแง่ดี รักเพื่อนมนุษย์ ให้อภัยในความผิดพลาดของคนอื่น ไม่เรียนรู้สังคมโดยใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางชนิดที่ว่า ถ้าคนอื่นพูดหรือทำอะไรไม่ถูกใจ ไม่สอดคล้องกับกิเลส ตัณหาของตนในขณะนั้น ก็จะโวยวาย ตีโพยตีพายไม่ยอมรับ แต่รู้ว่าเพื่อนมนุษย์ผู้เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายยังรู้ธรรมะหรือเข้าใจ ธรรมะน้อยกว่าเราจึงไม่ถือสาหาความ มุ่งแต่ทำความดีเสียสละเพื่อส่วนรวม ลด ละกิเลสอันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และ ความหลง ให้บรรเทาเบาบางลง ทำความดีเป็นปกติวิสัยจนเกิดเป็นอุปนิสัยที่เป็นความเคยชิน ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า สุกรํ สาธุนา สาธุ : ความดี อันคน
 "คุณค่าความเป็นมนุย์"


"คุณค่าความเป็นมนุย์ ประกอบด้วย ความจริง ความรัก และความเมตตา ความประพฤติชอบ ความสงบสุข และอหิงสา คือไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
   ถ้าเราจะเจาะลึกเข้าไป...ความจริง คือสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง จริงวันนี้ ก็ต้องจริงทุกวัน ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา และสถานที่ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงหมด โต๊ะตัวหนึ่ง เมื่อร้อยปีที่แล้วเป็นส่วนของต้นไม้ ปัจจุบันถูกดัดแปลงมาเป็นโต๊ะ  อีกร้อยปีคงพังทลายไป โต๊ะนั้นก็ไม่ใช่ความจริงตามนิยาม และในจักรวาลนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นความจริง เพราะมีการเกิดดับ พอเราหาทั่วจักรวาลและไม่เจอความจริง   สุดท้ายก็เหลืออีกที่เดียวที่ยังไม่ได้เข้าไปหา นั่นก็คือภายในตัวเราเอง  และเราสามารถกลับเข้าไปค้นหาในตัวเราได้ด้วยการฝึกสมาธิ เพื่อเข้าถึงจิตใจของเรา และเราก็จะเจอว่าในตัวเรามีพุทธะ มีผู้รู้ ผู้ตื่นอยู่ในตัวเรา นี่คือความจริงสูงสุดที่มนุษย์ต้องแสวงหาให้ได้   และในการที่เราแสวงหาความจริง จะต้องอาศัยคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างอื่นมาสนับสนุน  
   ความสงบสุข เราจะมีความสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อเราควบคุมอารมณ์ของเรา ควบคุมกิเลส โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา ยึดมั่นในตัวเอง เราต้องเอาชนะมันให้ได้ เมื่อเราเอาชนะอารมณ์เหล่านี้ได้ เราจะมีความสงบสุขมาก และสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความสงบสุข ก็คือ ความรักและความเมตตา
  เมื่อ เราช่วยเหลือคนอื่น เราไม่คิดถึงตัวเรา ตัวเราก็จะหมดไป เหลือแต่ตัวจริงของเรา คือ พุทธะ เมื่อเราตัดตัวกิเลส ตัดตัวเราออกไป ก็จะมีแต่ความสงบสุข และความรักความเมตตา และก็จะออกมาเป็นการกระทำของเรา  ในลักษณะของการช่วยเหลือผู้อื่น การทำประโยชน์แก่ส่วนรวม การทำแต่สิ่งดีงาม  นั่นคือความประพฤติชอบ ทั้งหมดรวมกันแล้ว ก็จะทำให้ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น นั่นก็คือ อหิงสา
  ....เพราะฉะนั้นคุณค่าความเป็นมนุษย์ 5 ประการจะแยกออกจากกันไม่ได้เลย มีอย่างหนึ่งก็มีครบหมด ถ้าอันใดอันหนึ่งขาดหายไป ทุกอย่างก็หายไปหมด...."

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

เห็นแก่ตัว

หนอนกินผัก
สุนัขกัดรองเท้า
เป็นความเห็นแก่ตัวหรือ
ถ้ามันไม่รู้ว่าสิ่งที่มันทำนั้นผิด

ปลากัดกินลูกน้ำ
กาฝากเกาะกิ่งไม้
เป็นความเห็นแก่ตัวหรือ
ถ้ามันมีโอกาสเลือกได้ มันจะทำเช่นนั้นหรือ

ชาวนาถอนหญ้าในนาข้าว
ข้าศึกประหัตประหารกันในสมรภูมิ
นี่ก็เรียกว่าความเห็นแก่ตัวหรือ
ถ้าหน้าที่ไม่บังคับ เขาก็คงหลีกเลี่ยงแล้ว

กระทำเถิดถ้ามันจำเป็นต้องกระทำ
เพื่อความอยู่รอดของชีวิตเฉพาะหน้า
จงเป็นปรกติสุขเถิด
ถ้ามิได้กระทำเกินกว่า ความจำเป็น
ความสำเร็จ

แม้ว่าลาจะร้องเสียงจิ้งหรีดได้
มันก็เป็นความล้มเหลว มากกว่าความสำเร็จ

ทางแห่งความสำเร็จของชีวิต
ไม่อาจเลียนแบบกันได้
ผู้มีทัศนะคับแคบงมงายเท่านั้น
ที่จะเลียนแบบวิถีแห่งความสำเร็จของผู้อื่น

ความพยายามของตัวตน เพื่อตัวตน
ไม่อาจช่วยให้ชีวิตพบความสำเร็จที่แท้จริงได้
เพราะความพยายามเช่นนี้อยู่ที่ไหน
ความสำเร็จที่แท้จริงก็หาอยู่ด้วยไม่
จะมีก็แต่ความสำเร็จจอมปลอม
ที่กว่าจะได้มาก็ต้องทุกข์ทรมาน แสวงหา

การเข้าใจความจริงของชีวิตนั่นเอง
คือความสำเร็จของชีวิต
และการใช้ชีวิตเพื่อสรรพชีวิต
ก็คือหนทางของความสำเร็จ

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

มูลค่าของชีิวิต
 การเดินทางของชีวิต



นานมาแล้ว ... มีพระราชาผู้หนึ่ง ได้บอกกับคนขี่ม้าของเขาว่า
ถ้าเขาสามารถขี่ม้าไปครองพื้นที่ได้มากเท่าไรก็ตาม
พระราชาจะยกที่ดินนั้นให้กับเขา คนขี่ม้าจึงควบม้าของเขา
ไปอย่างรวดเร็วด เพื่อครอบครองที่ดินให้มากเท่าที่จะทำได้
เขาเร่งควบม้าไปเรื่อย ๆ เร็วเท่าที่ม้าจะรับไหว ...
เมื่อเขาหิว หรือเหนื่อย เขาก็ไม่หยุดควบม้า
เพราะเขาต้องการครอบครองดินแดนให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเขาหมดแรง และกำลังจะตาย เขาจึงถามตัวเองว่า ...
" ทำไมเราถึงกดดันตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ได้ครอบครองผืนดิน?
ตอนนี้เรากำลังจะตาย และเราก็ต้องการเพียงแค่ที่ดินเล็ก ๆ เพื่อฝังศพตัวเอง "

... เรื่องข้างต้นก็เหมือนการเดินทางของชีวิตพวกเรา ...
พวกเราผลักดันตัวเองอย่างทุกวันเพื่อให้ได้เงินมากๆ มีอำนาจ และ เป็นที่ยอมรับ
พวกเราละเลยที่จะดูแลสุขภาพของตัวเอง และคนรอบข้าง ...
เราไม่มีแม้เวลาที่จะให้กับครอบครัว และชื่นชมกับสิ่งสวยงามรอบตัว
หรือแม้กระทั่ง งานอดิเรกที่เรารัก เราก็ไม่มีแม้เวลาที่จะทำมัน
วันหนึ่งเมื่อเรามองกลับไป ... พวกเราจะตระหนักว่า
สิ่งที่ต้องการนั้น จริง ๆ เรากลับไม่ได้มันมา ทั้งที่มันอยู่ใกล้เสียเหลือเกิน ...
แต่สิ่งที่เราขวนขวาย และพยายามไขว่คว้า มันกลับไม่ได้ให้อะไรกับชีวิตเราเลย
แต่เมื่อเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้กับสิ่งที่เราพลาดไปในชีวิต
ไม่ใช่การสร้างเงิน สร้างอำนาจ หรือการยอมรับ
ชีวิตไม่ใช่การทำงาน งานเป็นสิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เราสนุก
กับความงาม และความพึงพอใจของชีวิต ...
แต่ ...ชีวิตคือความสมดุลของงาน และการเล่น ครอบครัวและเวลาส่วนตัว
... จงตัดสินใจว่าจะสร้างสมดุลให้กับชีวิตคุณอย่างไร?
กำหนดลำดับความสำคัญของคุณเอง ตระหนักว่าอะไรที่คุณสามารถยอมรับได้
แต่จงตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณของตัวคุณเอง ...
ความสุขคือความหมาย และจุดมุ่งหมายของชีวิต ...
ดังนั้น ... สร้างมันง่าย ๆ โดยทำในสิ่งที่คุณต้องการจะทำ
และซาบซึ้งกับธรรมชาติ ชีวิตนั้นเปราะบาง ชีวิตนั้นสั้น
ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ในสไตล์ของคุณเอง และสนุกกับมัน

มองดูสิ่งที่คุณคิด มันจะกลายเป็นคำพูด
มองดูคำพูดของคุณ มันจะกลายเป็นการกระทำ
มองดูการกระทำของคุณ มันจะกลายเป็นนิสัยติดตัว
มองดูนิสัยของคุณ มันจะกลายเป็นบุคลิก
มองดูบุคลิกของคุณ มันจะกลายเป็นโชคชะตา

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือตัวคุณที่จะกำหนดตัวคุณเอง
นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่งได้เริ่มหยุดการสัมนาของเขาโดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้นมา
ในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน แล้วเขาก็พูดว่า "ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้บ้าง?" มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า
"ฉันจะให้เงินแบงค์1,000 นี้แก่หนึ่งในพวกท่านแต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้"
เขาเริ่มที่จะขยำๆเงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า "ใครจะยังต้องการมันอีก"
ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก
"ดี" เขาตอบ
"แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ"
และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้น และเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก
"ตอนนี้ใครยังต้องการมันอีก" ก็ยังคงมีคนยกมืออีก

"เพื่อนๆ คุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่า ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน
คุณก็ยังต้องการมันอยู่ เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า1,000 บาทอยู่นั่นเอง
เหมือนกับหลายๆ ครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง ถูกเหยียบย่ำ และถูกทำให้สกปรก โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ
ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้นหรืออะไรที่จะเกิดขึ้น
คุณไม่เคยสู­ญเสียคุณค่าของคุณ คุณเป็นคนพิเศษ -- อย่าลืมมันตลอดไป!

ปฏิทิน